NhuLek11

สารพัดวิธีช่วยคุณหนูเล็กรับมืออาการแพ้ท้อง ตอนที่ 1

สวัสดีครับคอละครไทยทุกๆคน ห่างหายกันไปนานกับการดูละครแล้วสะท้อนสุขภาพตามแบบฉบับหมอเช้าตรู่นะครับ ช่วงนี้กระแสพี่ติ๊กฟีเวอร์ ในละคร อย่าลืมฉัน มาแรงจริงๆทำเอาบรรดาพยาบาลสาวน้อยสาวใหญ่รอบตัวผม คลั่งไคล้ในความหล่อของพี่ติ๊ก เพ้อและพูดถึงอยู่ได้ไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าละครจะอวสานกันไปแล้วเมื่อคืน แต่ผมยังมีประเด็นที่สะกิดต่อมขี้สงสัยในบางฉากของละครที่ว่า นี่คงแบบฉบับละครไทยไปแล้วรึป่าว ที่ต้องเป็นอันเข้าใจว่าถ้านางเอกมีท่าทางหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน วีน เหวี่ยง แล้วเกิดอยากจะกินอะไรเปรี้ยวๆขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทำท่าทางผะอืดผะอม วิ่งเข้าห้องน้ำแล้วอาเจียน โอ้กอ้าก! เอามือกุมท้อง เงยหน้ามองกระจก หลังพิงผนัง ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ทำสีหน้าวิตกกังวล ใช่เลย!! ต้องท้องแน่ๆ นี่ขนาดไม่ได้ดูละครมาก่อนนะครับ ยังเดาทางได้เลยว่าต้องการจะสื่ออะไร เฮ้อ!! เอาตรงๆนะครับ ชีวิตจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่ละครไทยปลูกฝังให้เราจำภาพว่าถ้าตั้งครรภ์แล้วต้องมีอาการแพ้ท้องเสมอไปนะครับ อย่างนั้นแล้วก็ขอถือโอกาสอธิบายไอ้เจ้าอาการแพ้ท้องนี้เลยแล้วกันนะครับ ว่าจริงๆแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น

อาการแพ้ท้องคืออะไร

อาการแพ้ท้อง หรือ Morning sickness เป็นอาการแสดงออกอย่างอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกรายจะต้องมีอาการแพ้ท้อง บางรายอาจไม่มีอาการใดๆเลยซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด แต่บางรายอาจมีแค่อาการคลื่นไส้เพียงเล็กน้อย หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นอาเจียนตลอด วิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะมักเป็นในตอนเช้า รับประทานอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลด จนอาจทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืดเป็นลม ไม่มีเรียวแรงทำงาน รับประทานอาหารไม่อร่อยเพราะรู้สึกขมคอ ลิ้นเฝื่อนไม่มีรสชาติ กลิ่นที่เคยดมได้กลับเหม็นไปหมด หรือถึงขึ้นที่ไม่อยากตั้งครรภ์อีกเลยก็เป็นได้ครับ

แล้วอาการแพ้ท้องเกิดจากสาเหตุอะไร

สาเหตุของอาการแพ้ท้องที่แท้จริงนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่พบว่ามีปัจจัยสำคัญๆ 2 อย่างที่ทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง นั่นก็คือ

1. ฮอร์โมนที่สร้างจากรกที่ชื่อว่า HCG (Human Chorionic Gonadotropin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ เพราะภายหลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวในโพรงมดลูก และรกมีการพัฒนาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็จะเริ่มมีการสร้างฮอร์โมน HCG ขึ้นทันที ซึ่งฮอร์โมน HCGมีผลทำให้ประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นไวขึ้น ประสาทสัมผัสในการรับรสแย่ลง อีกทั้งระบบต่างๆในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากภาวะปกติจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง โดยปกติแล้วในช่วง1สัปดาห์แรกที่ประจำเดือนขาดหายไปเนื่องจากตั้งครรภ์ รกจะเริ่มสร้างฮอร์โมน HCG ในปริมาณต่ำๆ หลังจากนั้นเมื่อรกเจริญเติบโตมากขึ้นตามอายุครรภ์ ก็จะสร้างฮอร์โมน HCGในปริมาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีปริมาณสูงสุดช่วงอายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ จากนั้นก็จะค่อยๆลดต่ำลงจนอยู่ในระดับคงที่ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์เป็นต้นไป ดังนั้นจึงสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดหญิงตั้งครรภ์จึงมักเริ่มมีอาการแพ้ท้องได้บ่อยในช่วงอายุครรภ์ 6-7 สัปดาห์และรุนแรงมากที่สุดราวๆ 10-12 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆทุเลาลง และมักหายไปภายหลังจาก 16 สัปดาห์ไปแล้วนั่นเอง แต่ก็มีบางรายที่อาการแพ้ท้องยังคงมีอยู่ตลอดช่วงตั้งครรภ์กันเลยทีเดียว

2. สภาพจิตใจ  ความเครียด ความวิตกกังวล รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ สามารถส่งผลกระทบถึงสุขภาพร่างกายโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมักจะมีการบีบตัวของลำไส้น้อยอยู่แล้วในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้การลำเลียงอาหารจากกระเพาะไปยังลำไส้ใช้เวลานานกว่าปกติ อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงมักมีปัญหากรดไหลย้อน ท้องผูกได้บ่อย จึงอาจกระตุ้นให้อาการแพ้ท้องกำเริบได้ง่ายและรุนแรงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้ว่าภาวะจิตใจอาจส่งผลถึงอาการแพ้ท้องอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ได้เป็นการเสแสร้งเพื่อเรียกร้องความสนใจแต่อย่างใด ดังนั้น คุณสามี สมาชิกในครอบครัวและคนรอบข้างควรต้องทำความเข้าใจ  และคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ  ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะสามารถช่วยให้อาการแพ้ท้องหายได้เร็วขึ้นครับ

กรณีที่มีอาการแพ้ท้องมากๆอาจเป็นการตั้งครรภ์ที่มีภาวะผิดปกติ

โดยเฉพาะภาวะที่มีความผิดปกติของรกที่สร้างฮอร์โมน HCG ได้มากกว่าปกติ ได้แก่

ครรภ์แฝด เนื่องจากครรภ์แฝดจะมีรกขนาดใหญ่ หรือมีรกมากกว่า 1 จึงทำให้สามารถสร้างฮอร์โมนได้มากกว่าปกติ

ครรภ์ไข่ปลาอุก ชื่ออาจฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่ถือเป็นเนื้องอกของรกชนิดหนึ่ง โดยที่รกจะมีลักษณะบวมน้ำ มองเห็นเป็นถุงน้ำใสๆขนาดเล็กจำนวนมาก คล้ายเม็ดสาคูหรือไข่ปลาอุก (ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นหน้าคาดตาปลาชนิดนี้เหมือนกันนะครับ แต่เค้าเรียกกันอย่างนี้ตั้งแต่สมัยเรียน ก็เลยเรียกตามๆกันมา) ซึ่งรกที่ผิดปกตินี้เองสามารถสร้างฮอร์โมนได้มากกว่าปกติเป็นสิบๆเท่า

แล้วกรณีที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยจะถือว่าผิดปกติมั้ย


หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลย อย่าเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองผิดปกตินะครับ เพราะอาการแพ้ท้องแต่ละคนมีอาการไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ได้ถือว่าลูกไม่แข็งแรงหรือรกมีความผิดปกติแต่อย่างใด ถ้าหากไม่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดและไม่มีอาการปวดท้องน้อย ก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรครับ

แต่ในกรณีที่ตั้งครรภ์แล้วมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดในช่วง 3 เดือนเเรก หรือมีภาวะแท้งคุกคาม มีการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์กลุ่มนี้หากมีอาการแพ้ท้องร่วมด้วย จะมีโอกาสแท้งได้น้อยกว่าคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ท้อง เพราะหากมีอาการแพ้ท้องร่วมด้วย แสดงว่ารกยังสมบูรณ์อยู่จึงสามารถสร้างฮอร์โมน HCG ในปริมาณที่สูงพอสมควร  ซึ่งปกติแล้วฮอร์โมน HCGมีส่วนช่วยประคับประคองให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นหากมีปริมาณที่สูงก็จะช่วยลดโอกาสเกิดการแท้งได้ครับ

ถ้าแพ้ท้องรุนแรง จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตัวเองและลูกน้อยในครรภ์มั้ย


อาการแพ้ท้องแม้ว่าเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากมีอาการรุนแรงมากเกินไป แน่นอนว่าต้องส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของหญิงตั้งครรภ์รวมถึงลูกน้อยในครรภ์อย่างแน่นอน โดยอาการแพ้ท้องที่รุนแรง มีศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum ซึ่งจะมีอาการดังนี้ คือ

1. มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้นเร็วและเป็นอยู่นานกว่าหญิงตั้งครรภ์ปกติ ซึ่งโดยปกติอาการจะดีขึ้นภายหลังจาก 12-14 สัปดาห์

2. อาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด รับประทานอะไรไม่ได้เลย เหม็นกลิ่นอาหารไปเสียทุกอย่าง น้ำก็ดื่มไม่ได้ หรืออาเจียนออกมาจนหมด อาจอาเจียนเอาน้ำย่อยรสเปรี้ยวสีเขียวปนเหลืองออกมาเพราะไม่มีอาหารในกระเพาะเหลือแล้ว ทำให้ระคายคอ อาจมีเลือดปน หรือบางรายเส้นเลือดฝอยที่ตาขาวแตก
 
3. น้ำหนักลดลงจากช่วงก่อนตั้งครรภ์ 3-4 กิโลกรัมขึ้นไป

4. ร่างกายขาดน้ำรุนแรง อ่อนเพลียมาก ริมฝีปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะออกน้อย สีเหลืองเข้ม

5. หน้ามืดเป็นลม

หากมีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาให้น้ำเกลือชดเชยเกลือแร่และสารอาหารที่จำเป็น ให้ยาระงับอาการคลื่นไส้อาเจียนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่จะเกิดขึ้นตามมา อาจถึงขั้นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากอาการต่างๆเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งแม่และลูกได้ครับ ได้แก่

เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้เลือดข้นหนืดมากขึ้น จึงไหลเวียนไปเลี้ยงที่ไตน้อยลง อาจทำให้ไตทำงานผิดปกติถึงขั้นไตวายได้ และเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงตัวอ่อนลดลงอาจส่งผลให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตช้า หรือหยุดการเจริญเติบโตได้เช่นกัน

ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว อาจตรวจพบว่าความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด เป็นลม หรือเกิดภาวะช้อคได้ ส่งผลเสียต่อทั้งต่อแม่และลูกครับ

เกิดภาวะร่างกายขาดอาหารรุนแรง ช่วงแพ้ท้องที่รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายขาดแหล่งพลังงาน จึงดึงเอาแหล่งพลังงานสำรองที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ ได้แก่ ไขมันที่มีอยู่ตามร่างกายและตับออกมาใช้ จึงทำให้เกิดการคั่งของของเสียจากการเผาผลาญพลังงานเหล่านี้ออกมาใช้ จึงทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ออกซิเจนในเลือดลดลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ จากการที่อาเจียนบ่อยๆ ทำให้สูญเสียเกลือแร่ที่อยู่ในน้ำย่อยออกมา จึงอาจส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ใจสั่น เป็นตะคริว เพราะระบบในร่างกายขาดสมดุล ส่งผลเสียต่อทั้งต่อแม่และลูกครับ


เนื่องจากช่วง 3 เดือนแรกเป็นช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อยในครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ลูกน้อยมีการพัฒนาและสร้างอวัยวะครบสมบูรณ์ แต่อาการแพ้ท้องก็มักจะเกิดช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน หากสุขภาพของมารดาไม่ดีแล้ว แน่นอนว่าต้องมีผลต่อสุขภาพทารกในครรภ์ไม่มากก็น้อย ดังนั้นคุณแม่จึงควรดูแลสุขภาพร่างกายเป็นพิเศษครับ


นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

Comments

comments