Capture

โรคทางจิตใจหลังคลอด สาเหตุพฤติกรรมผิดแปลก­อารมณ์แปรปรวน

นอกเหนือจากสุขภาพทางด้านร่างกายของมารดาและทารกระหว่างช่วงตั้งครรภ์แล้ว หลายท่านเคยทราบหรือไม่ว่า สุขภาพจิตของมารดา โดยเฉพาะช่วงหลังคลอดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม คาดไม่ถึง ว่าสุขภาพจิตของมารดาที่เปลี่ยนแปลงไปอาจส่งผลกระทบร้ายแรงทั้งต่อมารดาและทารกหลังคลอดได้ เหตุเพราะความที่ไม่เข้าใจว่าพฤติกรรม การแสดงออกทางอารมณ์ ตลอดจนความคิดบางอย่างนั้นที่แปลกไปนั้น อาจเป็นภาวะทางจิตใจ หรืออาจถึงขั้นเป็นโรคทางจิตใจ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ภายหลังคลอด

ยกตัวอย่างเช่น ข่าวหญิงหลังคลอดที่ประชดสามี อุ้มลูกน้อยวัยเพียง 7 วันเดินลุยน้ำลงไปในคลอง แต่ดันทำลูกน้อยหลุดมือจมน้ำเสียชีวิต นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจแก่สามีและครอบครัว เบื้องต้นแม้ยังไม่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง แต่เราก็ไม่ควรมองข้าม“กลุ่มโรคทางจิตใจหลังคลอด” ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย แต่ผู้ป่วยมักไม่ได้ไปรับการรักษา เพราะไม่ทราบว่านี่เป็นภาวะทางจิตใจที่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยสับสน ตลอดจนคนรอบข้างไม่เข้าใจ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา เช่น ปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจของทั้งมารดาและเด็ก ปัญหาความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น

(สามารถติดตามเนื้อหาข่าวได้ที่ :  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1412484103)

ผมได้มีโอกาสอ่านบทความดีๆจาก สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้กล่าวถึง กลุ่มโรคทางจิตใจหลังคลอด เอาไว้ จึงขอถือโอกาสนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อเป็นประโยชน์กับหลายๆครอบครัวจะได้ทำความเข้าใจ ตลอดจนรับมือกับภาวะนี้ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนรอบข้างได้ ซึ่งมีทั้งระดับความรุนแรงน้อย ซึ่งถือเป็นเพียง ภาวะทางจิตใจ” แต่ถ้าระดับความรุนแรงมากขึ้น อาจกลายเป็น โรคทางจิตใจ” เลยก็เป็นได้

ภาวะทางจิตใจ” ที่พบได้บ่อยหลังคลอด คือ ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (postpartum blue)

โรคทางจิตใจ” ที่พบได้บ่อยหลังคลอด คือ โรคซึมเศร้าหลังคลอด (postpartum depression) และ โรคจิตหลังคลอด (postpartum psychosis)

 

การคลอดบุตรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้หญิง โดยเฉพาะระดับฮอร์โมนเพศ และบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบในการเป็นแม่ (นอกเหนือจากที่เป็นภรรยา เป็นลูกสะใภ้ เป็นลูกสาว เป็นพี่/น้องสาว เป็นลูกจ้าง ฯลฯ ด้วย) ถ้าหากมีปัจจัยกระตุ้นอย่างอื่นด้วย เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ก็ยิ่งทำให้ผู้หญิงหลังคลอดมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น

1) ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum blue หรือ Baby blues)

 

  • เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก อาจสูงถึง 80% ถือว่าเป็นเรื่องปกติ อาการจะไม่รุนแรง ไม่กระทบต่อการดูแลเด็ก
  • มักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์แรก พบมากช่วงวันที่ 3-5 หลังคลอด และ จะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์
  • อารมณ์จะขึ้นลงง่าย – หงุดหงิดง่าย วิตกกังวลไปหมด รู้สึกเศร้า ร้องไห้ง่าย , ร่างกายอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ

 

!!! ดังนั้น หากอาการเป็นอยู่นานกว่า2สัปดาห์ ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะอาจเป็นโรค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอดจะถือเป็นภาวะปกติ จึงไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจง แต่การดูแลทางจิตใจก็จะช่วยให้อาการหายไปเร็วขึ้น ซึ่งคนใกล้ชิดสามารถทำโดยการให้กำลังใจว่านี่ไม่ใช่โรค ไม่ใช่ความอ่อนแอ หาความรู้เกี่ยวกับเด็กทารกเพื่อให้มีความมั่นใจในการเลี้ยงดู คุณพ่อผลัดเปลี่ยนกันดูแลเด็ก ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่คุณแม่แต่เพียงผู้เดียว

 2) โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression)

 

  • พบได้ค่อนข้างบ่อย คือประมาณ 10-15%
  • ผู้ป่วยบางรายเริ่มมีอาการตั้งแต่ยังไม่คลอด แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการในช่วง 2-3 เดือนแรก
  • สิ่งที่แตกต่างจาก ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum blue) ก็คือ อาการจะรุนแรงกว่า  อาจจะมีความคิดอยากตาย  คงอยู่นานกว่า2สัปดาห์ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเลี้ยงดูทารก
  • อาการต่างๆจะเหมือนโรคซึมเศร้าทั่วไป ที่จะมีอาการทุกวันและเกือบทั้งวัน

 

◦  ด้านอารมณ์ :มีอารมณ์ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย  เบื่อหน่ายไปหมด ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ทั้งเรื่องทั่วๆไป เช่น การดูแลตัวเอง หรือสิ่งที่เคยชอบทำ  รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ดีไม่พอ ไร้ค่า ไม่มีความสามารถ  ไม่อยากเข้าใกล้ดูแลลูกทำให้รู้สึกผิด ร้องไห้ง่ายอย่างไม่มีเหตุผล

 

◦  ด้านความคิด : ไม่มีสมาธิ ทำให้หลงๆลืมๆ ตัดสินใจไม่ได้แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องความตายหรือความคิดอยากฆ่าตัวตาย  และอาจจะมีความคิดกังวลแปลกๆโผล่ขึ้นมา เช่น คิดกลัวว่าตัวเองจะทำร้ายลูก

 

◦  ด้านร่างกาย : อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง  นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป เบื่ออาหารหรือทานมากผิดปกติ  เคลื่อนไหวเชื่องช้าเซื่องซึมหรือกระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข และอาการทางกายอื่นๆ เช่น ปวดหัว ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม มือเท้าชา เป็นต้น

 

  • การรักษาไม่แตกต่างจากการรักษาโรคซึมเศร้าทั่วไป คือ การใช้ยาร่วมกับจิตบำบัด โดยยาที่มักจะเลือกใช้เป็นกลุ่มแรกคือ ยาต้านเศร้า (antidepressant) กลุ่ม SSRI ผ่านออกทางน้ำนมน้อยมาก สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยแม้ว่าจะอยู่ในช่วงให้นมบุตร

 

3) โรคจิตหลังคลอด (Postpartum psychosis)

 

  • พบได้ไม่บ่อย คือประมาณ 0.1-0.2% แต่อาการมักรุนแรง
  • อาการมักเริ่มใน 2-3 วันแรกหลังคลอด น้อยรายมากที่มีอาการหลัง 2 สัปดาห์แรกไปแล้ว
  •  อาการเริ่มแรกคือผุดลุกผุดนั่ง หงุดหงิด นอนไม่หลับ หลังจากนั้น ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ซึมเศร้าหรืออารมณ์ดีแบบไม่สมเหตุสมผลก็ได้ อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงเร็ว มีพฤติกรรมวุ่นวายแปลกประหลาด มีความคิดหลงผิด เช่น คิดว่าลูกไม่ใช่ลูกของตนเอง มีความคิดหลงผิดเกี่ยวกับไสยศาสตร์ หวาดระแวง  ประสาทหลอน เช่น มีหูแว่ว เป็นเสียงสั่งให้ทำร้ายลูกตัวเอง

 

!!! ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีโรคจิตหลังคลอดต้องพบแพทย์ทันที จัดว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางจิตเวช มักจำเป็นต้องรับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการค่อนข้างรุนแรง มีความเสี่ยงสูงในการทำร้ายตัวเองและ/หรือผู้อื่น

 

กลุ่มโรคทางจิตใจหลังคลอดเป็นโรคที่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เรื่องนี้เท่าที่ควร ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ซึ่งอาการของโรคย่อมจะส่งผลเสียในหลายๆด้าน ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเอง ต่อพัฒนาการของเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก และชีวิตคู่ ดังนั้นทั้งตัวคุณแม่เองและคนใกล้ชิดจึงควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลง และไม่นิ่งนอนใจเมื่อพบอาการผิดปกติ

 

Credit : สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

Comments

comments