mom5

คำถามคาใจ…เพราะเหตุใด ทำเด็กหลอดแก้ว แล้วยังไม่ท้อง ???

ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิต ที่ถูกถามกันเข้ามาบ่อยมากเลยทีเดียว จึงขอถือโอกาสนี้อธิบายถึงสาเหตุที่พอเป็นไปได้ ที่ทำให้การทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแม้ว่าการทำเด็กหลอดแก้วนั้นจะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยในการรักษาภาวะมีบุตรยากแล้วก็ตาม แต่อัตราความสำเร็จก็อยู่ที่ประมาณ 35-50 %เท่านั้น ไม่ใช่ 100 % อย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งโอกาสสำเร็จจะมาก-น้อยขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้างนั้น…เรามาติดตามกันเลยนะครับ

 

r356630_1641071

 

1.ปัจจัยด้านตัวอ่อน

 

            จำนวนตัวอ่อน : มีจำนวนตัวอ่อนมาก >> โอกาสสำเร็จก็มากตามไปด้วย

            คุณภาพตัวอ่อน : คุณภาพตัวอ่อนที่ดี เกรดดี โครโมโซมปกติ >> โอกาสสำเร็จก็มากตามไปด้วย

           

            ปัจจัยทั้ง 2 ส่วนนี้สำคัญมาก แต่การจะได้มาซึ่งตัวอ่อนจำนวนมาก และคุณภาพดี นั้นต้องขึ้นกับปัจจัยดังนี้

           

            1. อายุฝ่ายหญิง : อายุมากขึ้น รังไข่เสื่อมการทำงานลง >> ผลิตไข่ได้ปริมาณน้อยลง >> ได้จำนวนตัวอ่อนน้อย

                                         อายุมากขึ้น รังไข่ตอบสนองต่อยาได้ลดลง >> ต้องใช้ปริมาณยาที่กระตุ้นรังไข่มากขึ้น

                                         อายุมากขึ้น รังไข่เสื่อมคุณภาพ >> ผลิตไข่ที่ด้อยคุณภาพ >> ได้ตัวอ่อนคุณภาพไม่ดี

           

            2. ปริมาณเนื้อรังไข่ : ปริมาณเนื้อรังไข่เหลือน้อย เช่น เคยผ่าตัดรังไข่ มีซีสต์ที่รังไข่ หรือเหลือรังไข่ข้างเดียว

                                     >>  ผลิตไข่ได้ปริมาณน้อยลง จึงอาจจำเป็นต้องใช้ปริมาณยาที่กระตุ้นรังไข่มากขึ้น

           

            3.คุณภาพน้ำเชื้อ : ถ้าน้ำเชื้อด้อยคุณภาพ เช่น มีปริมาณตัวอสุจิน้อย ไม่ค่อยเคลื่อนไหว รูปร่างผิดปกติ

                                    >> มีโอกาสที่อสุจิจะผสมกับไข่ลดลง >> ได้จำนวนตัวอ่อนน้อย และ คุณภาพไม่ดี

           

            4. ความสมบูรณ์ของตัวอ่อนด้านโครโมโซม :  บ่อยครั้งที่ย้ายตัวอ่อนที่เจริญเติบโตดี และเกรดดี แต่กลับไม่ท้อง สาเหตุหนึ่งนั่นเพราะ ตัวอ่อนอาจมีความผิดปกติทางด้านโครโมโซมแอบแฝงอยู่ถึง 60% ในกรณีที่ผู้หญิงมีอายุ  ตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป และอาจพบความผิดปกติได้สูงถึง 80 % ในกรณีที่อายุมากกว่า 42 ปี โดยหากมีประวัติดังต่อไป นี้จะมีโอกาสที่ตัวอ่อนจะมีความผิดปกติได้สูงขึ้น ได้แก่

 

      • ฝ่ายหญิงอายุมากว่า 35 ปี
      • คู่สมรสที่ทราบว่ามีความผิดปกติทางพันธุกรรมอยู่ก่อนแล้ว
      • มีประวัติคลอดทารกที่ผิดปกติมาก่อน
      • มีประวัติการแท้งมากกว่า 2 ครั้งเป็นต้นไป
      • มีประวัติการทำเด็กหลอดแก้วหลายครั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์
      • ปัญหาการมีบุตรยากเกิดจากปัญหาฝ่ายชายมีคุณภาพน้ำเชื้ออ่อนมาก

 

2.ปัจจัยด้านมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก

            เพราะโพรงมดลูกเปรียบเสมือนบ้านของตัวอ่อน ถ้ามีปัจจัยที่ทำให้โพรงมดลูกมีปัญหา อาจทำให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัว หรือถ้าฝังตัวได้ก็อาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ทำให้แท้งหรือหยุดการเจริญเติบโตได้ในที่สุด  ยกตัวอย่างเช่น

            – เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก ที่กดเบียดโพรงมดลูก ให้ผิดรูป

            – เนื้องอก- ติ่งเนื้อ-พังผืดภายในโพรงมดลูก

            – เยื่อบุโพรงมดลูกบางน้อยกว่า 6 มิลลิเมตร

 

 3.ปัจจัยด้านสุขภาพ-ร่างกายของฝ่ายหญิง

            มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน ยกตัวอย่างเช่น

            – โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ โรคฮอร์โมนโปรแลคตินสูง

            – ระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในรอบกระตุ้นรังไข่ จะสูงมาก >> อาจส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ไม่ดี

            – ภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นรังไข่ รุนแรงเกินไป >> ท้องอืด แน่นท้อง หายใจลำบาก >> สุขภาพไม่พร้อมที่   จะย้ายตัวอ่อน

 

4. ปัจจัยด้านการใช้ยาฮอร์โมนภายหลังการย้ายตัวอ่อน

            >> หากใช้ยาไม่สม่ำเสมอ หรือใช้ยาไม่ถูกวิธี อาจมีผลทำให้ระดับฮอร์โมนไม่คงที่และไม่เพียงพอต่อการช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวได้อย่างสมบูรณ์

 

5. ปัจจัยด้านพฤติกรรมหลังย้ายตัวอ่อน

            >>โดยเฉพาะในช่วง 3-4 วันแรกหลังย้ายตัวอ่อนในระยะบลาสโตซีสต์ (วันที่ 5) หรือ 5-7 วันแรกหลังย้ายตัวอ่อนในระยะวันที่ 3 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตัวอ่อนกำลังจะฟักออกจากเปลือก และเริ่มแปะติดกับผนังเยื่อบุโพรงมดลูก ก่อนจะค่อยๆฝังตัวลงไป >> หากไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เดินเยอะ เดินทางไกล ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ยกของหนัก ท้องผูกเบ่งถ่าย ท้องเสียปวดท้อง กลั้นปัสสาวะนานๆ มีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ >> อาจส่งผลทำให้มดลูกมีการหดรัดตัวเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว >> อาจส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่ได้ หรือฝังตัวได้ไม่ดี

 

6. ปัจจัยด้านอื่นๆ : เช่น

            – การย้ายตัวอ่อนยาก ใช้เวลานาน หรือ หลอดย้ายตัวอ่อนมีความแข็งมากเกินไป >> อาจทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับบาดเจ็บ มีเลือดออก >>  อาจส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ไม่ดี

            – ย้ายตัวอ่อนในตำแหน่งไม่เหมาะสม >> อาจส่งผลให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัว

 

นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์

สูติ-นรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

 

 

Comments

comments