pelvicexamination2_thumb

ตรวจภายใน ฝันร้ายของผู้หญิง จริงหรือ??

เมื่อพูดถึงการตรวจภายใน เชื่อว่าผู้หญิงแทบจะทุกคน คงต้องรู้สึกปฏิเสธในใจไว้ก่อน เพราะถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็ยังไม่อยากที่จะตรวจเลยให้ตายสิ!!  ก็มันทั้งเขิน ทั้งอาย ยิ่งถ้าเจอหมอผู้ชายด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งเขินอายไปกันใหญ่ เอาเป็นว่าถ้าเลือกได้ หนูขอตรวจกับหมอผู้หญิงเท่านั้นนะคะ หนูเขิน!!

 

ไม่แปลกหร่อกครับ ที่สาวๆส่วนใหญ่จะรู้สึกเช่นนั้น เพราะอวัยวะลี้ลับจุดนี้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็คงไม่อยากให้ใครมาเห็น มาจับต้อง แน่นอน นอกจากตัวของเราเอง ก็มันเขินจริงๆนี่นา เป็นเพราะเรามีความกังวลและไม่มั่นใจในหน้าตาของ น้องสาวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความรุงรังของขน ขนาด- ความดำคล้ำของอวัยวะเพศ  ตกขาวที่อาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือเลือดประจำเดือนที่ดูสกปรก ไม่อยากให้คนอื่นเห็น หรือคิดกังวลกันไปต่างๆนานา กลัวว่าหมอจะรังเกียจ หรืออาจจะมองเราไปในทางไม่ดีว่า หน้าตาก็ดีนะ แต่ทำไม….จริงมั้ยล่ะครับ

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นหมอหญิง หรือ หมอชาย ไม่มีหมอคนไหนมาสนใจจดจำหร่อกครับว่า ของใครเป็นยังไง จะสนใจก็แต่การพยายามมองหาโรค หรือความผิดปกติเพื่อจะได้ให้การรักษาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าเมื่อหมอตรวจเสร็จแล้วหมอจะเห็นภาพ “น้องสาวของเราเป็นภาพติดตาไปตลอด หรือจำได้ว่าของใครเป็นของใคร อย่างเกมทายภาพนะครับ หมอคงไม่มีความสามารถขนาดนั้น จะมีก็แค่จดบันทึกไว้ในประวัติคนไข้เพื่อใช้ติดตามอาการในอนาคตเท่านั้นเอง เพราะอวัยวะลี้ลับจุดนี้ของแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียวแต่ก็ใกล้เคียงกันมากๆครับ

 

อีกอย่างนะครับกรณีที่ได้ตรวจกับหมอผู้ชายแล้วกังวลว่าหมอจะคิดลึกกับตัวเรา เหมือนที่หลายๆคนชอบแซวหมอกันนัก และมักชอบถามหมอว่า คิดยังไงถึงได้มาเป็นหมอสูติคะ คิดอะไรรึป่าวเนี่ยะ???  อยากจะบอกว่าบางทีหมอสูติฯผู้ชายก็แทบจะตายด้านกันหมดแล้วนะครับ 555 ขำๆนะครับ ก็เพราะคนไข้ที่มาพบหมอส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่จะมีโรค หรืออาการผิดปกติกันแทบทั้งนั้น เช่น เลือดออก ตกขาวมีกลิ่น คันช่องคลอด อวัยวะเพศอักเสบ มีหูด มีแผลเริมที่อวัยวะเพศ ไม่ได้สวยงามเหมือนภาวะปกตินะครับ ถ้าหมอคิดลึกได้ก็แปลกมากๆแล้วครับ จริงมั้ยล่ะครับ

 

ดังนั้นเมื่อใดก็ตาม เมื่อสงสัยว่าจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอวัยวะลี้ลับนี้ของเรา เราต้องพยายามละทิ้งความอายและความกลัวออกไปให้หมด แล้วกล้าที่จะมาพบหมอ เพื่อจะได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด และรักษาได้ทันท่วงที เพราะเราตรวจภายในเองและคลำตรวจมดลูก-รังไข่เองไม่ได้ อย่างมากก็มองเห็นได้แค่ภายนอกเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก จึงต้องให้หมอที่มีประสบการณ์ให้ช่วยตรวจยังไงล่ะครับ แต่จะเลือกให้หมอผู้หญิงหรือผู้ชายตรวจก็ขึ้นกับความสบายใจของแต่ละคนแล้วกันนะครับ

 

ในกรณีที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ก็ไม่ต้องกลัวเจ็บจากการตรวจภายในนะครับ เพราะหมอจะไม่สอดใส่เครื่องมือหรือนิ้วมือเข้าในช่องคลอดโดยไม่จำเป็น จะทำการตรวจแต่เพียงอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก และทำอัลตร้าซาวน์ทางหน้าท้องร่วมด้วยเพื่อช่วยประเมินขนาดมดลูกและรังไข่แทนการตรวจคลำทางช่องคลอดและหน้าท้องครับ

 

ต่อจากนี้ไปคงไม่ต้องกังวล หรือใจแป้ว หลังจากได้ยินประโยคที่ว่า เดี๋ยวเข้าห้องน้ำ ถอดกางเกงชั้นใน ปัสสาวะออกให้หมด แล้วเปลี่ยนผ้านุ่ง เตรียมขึ้นขาหยั่งได้เลยนะครับ”

 

 

เมื่อไหร่ควรตรวจภายใน

 

2

 

ไม่มีข้อกำหนดชัดเจนตายตัว จะอายุมาก อายุน้อยแค่ไหนก็ได้ รวมถึงวัยรุ่น หรือสาวที่เวอร์จิ้นอยู่ก็ตรวจได้นะครับ เพราะถ้าสงสัยว่าตัวเองจะมีอาการผิดปกติทางด้านระบบสืบพันธุ์ เช่น ประจำเดือนมาผิดปกติ มามาก มาน้อย มากะปริดกะปรอย ไม่มาเลย หรือปวดท้องน้อย ปวดประจำเดือน ตกขาวผิดปกติ คลำได้ก้อนที่บริเวณท้องน้อย หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ก็สามารถมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในได้ เพราะการตรวจภายในไม่จำเป็นต้องสอดใส่อุปกรณ์เครื่องมือเข้าไปภายในช่องคลอดเสมอไป แพทย์อาจใช้แค่การซักประวัติ ตรวจร่างกายเฉพาะภายนอก ร่วมกับอัลตร้าซาวน์ทางหน้าท้องก็สามารถวินิจฉัยโรคได้แล้ว จึงไม่แปลกว่าถึงยังเป็นน้องๆวัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์มาก่อนก็สามารถตรวจภายในได้ครับ  ดังนั้นถ้ามีอาการผิดปกติ ก็อย่าเพิ่งกลัวเจ็บจากการตรวจภายในเสียจนไม่กล้ามาพบหมอนะครับ เพราะอาจทำให้โรครุนแรงมากขึ้น รักษายากขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ครับ

 

+++ การตรวจภายในสามารถตรวจได้ทุกช่วงของประจำเดือน แตกต่างจากการตรวจมะเร็งปากมดลูกซึ่งแนะนำว่าควรตรวจในช่วงที่ไม่มีเลือดประจำเดือน หรือไม่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด จะได้ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดปะปนไปกับเซลล์ที่ปากมดลูก ทำให้รบกวนการแปลผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้นะครับ +++

 

เมื่อไหร่ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก

 

1

 

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาได้แนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไว้ดังนี้ครับ

 

  1. ให้เริ่มตรวจคัดกรองในผู้หญิงปกติทุกคนซึ่งมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไปหรือที่ 3 ปีหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก จากนั้นให้ตรวจคัดกรองทุก 1 – 2 ปี เป็นประจำไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 29 ปี เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุ 16 ปี ดังนั้นควรเริ่มตรวจมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 19 ปี นั่นเองครับ 
  2. ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ให้ตรวจทุกปี เว้นแต่เมื่อผลตรวจปกติ 3 ครั้ง ติดต่อกันภายใน3 ปี อาจลดการตรวจลงเหลือเพียงตรวจทุก 2 – 3 ปี และตรวจสม่ำเสมอไปจนถึงอายุ 70 ปี หลังจากนั้นอาจหยุดตรวจได้ ถ้า 10 ปีที่ผ่านมาผลตรวจปกติทุกครั้ง หรือจะยังคงตรวจต่อเนื่องต่อไปก็ได้ตามความต้องการนะครับ 
  3. ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกควรตรวจคัดกรองอย่างน้อยทุกเดือน และ/หรือตามคำแนะนำของแพทย์ และตรวจต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีประวัติครอบครัว หรือเคยตรวจพบความผิดปกติมาก่อน เป็นต้นครับ 
  4. ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดมดลูกพร้อมตัดปากมดลูกออกไปด้วยแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกต่อ ยกเว้นว่า จะเป็นการผ่าตัดจากโรคของปากมดลูก เช่น จากเซลล์ที่ปากมดลูกผิดปกติ หรือจากปากมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น หรือยังคงเหลือปากมดลูกอยู่ ก็ให้ตรวจต่อไปตามปกติ 
  5. ผู้หญิงที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแล้ว ก็ยังคงต้องตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกตามปกติ เพราะวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้ผลป้องกันโรคได้เพียงประมาณ 70% เท่านั้นนะครับ

 

สิ่งสำคัญ ผู้หญิงยุคใหม่ควรเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการตรวจภายในเสียใหม่ว่า ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือน่าเขินอายจนเกินไป แต่เป็นเสมือนการใส่ใจในสุขภาพร่างกายของตัวเราเอง ถือเป็นการตรวจหาสาเหตุของโรคทางระบบสืบพันธ์ได้ดีที่สุด หยุดคิดเดาเอาเองว่าตัวเองเป็นโรคอะไร แล้วซื้อยามารักษาเองโดยที่ยังไม่ได้ตรวจ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในอนาคต  คิดเสียว่า ยิ่งตรวจเจอเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมี โอกาสรักษาหายสูงครับ



Comments

comments