12006157_919779814755415_8033182072275517684_n-1

“น้องขุน” ความสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคการกระตุ้นรังไข่แบบใหม่ ที่เรียกว่า “มินิไอวีเอฟ” (Mini-IVF)

“น้องขุน” ความสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคการกระตุ้นรังไข่แบบใหม่ ที่เรียกว่า “มินิไอวีเอฟ” (Mini-IVF)
เด็กในสังกัดอีกคน ด้วยน้ำหนักแรกคลอด 3,589 กิโลกรัม ช่างตุ้ยนุ้ยน่ารัก น่าหมั่นเขี้ยวซะเหลือเกิน ตอนนี้โตขึ้นเยอะแล้ว แต่อาหมอเพิ่งมีเวลาลงรูปหนู 555 นี่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ‬ ที่ได้มีส่วนช่วยเติมเต็มความสุข ความสมบูรณ์ให้กับอีกหนึ่งครอบครัวที่รอคอยสมาชิกตัวน้อยมาเป็นเวลานานกว่า 6 ปีเต็ม

 

มินิไอวีเอฟ‬ คืออะไร วันนี้ผมจะมาอธิบาย และขอยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของน้องคุณให้ฟังแล้วกันนะครับ

 

ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนนะครับว่า สาเหตุของภาวะมีบุตรยากของคุณแม่น้องขุนนั้นนอกจากจะเกิดจากปัญหาเรื่องเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญนั่นก็คือ ภาวะรังไข่เสื่อมการทำงานก่อนวัย เเต่เอ๊ะ!! หลายคนอาจจะสงสัยว่า ภาวะรังไข่เสื่อมการทำงานก่อนวัยมันเป็นยังไง มีผลอย่างไรต่อร่างกาย งั้นเรามาฟังกันต่อเลยนะครับ

 

กรณีคุณแม่น้องขุน ด้วยอายุเพียง 36 ปี แต่สภาพของรังไข่นั้นเสื่อมสภาพเทียบเท่าผู้หญิงอายุราวๆ 44-45 ปี ซึ่งถือว่ารังไข่เสื่อมก่อนวัยค่อนข้างไวมาก ทำให้มีโอกาสเป็นวัยทองได้เร็วกว่าคนปกติ ประจำเดือนจึงนานๆมาครั้ง หรือบางคนไม่มีประจำเดือนเลย เพราะเหตุใดถึงทำให้มีบุตรยากนั่นก็เพราะ รังไข่ที่เสื่อมการทำงานจะผลิตไข่ได้น้อยลง ทำให้ตกไข่ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ตกไข่เลย ซึ่งถือเป็นปัญหามีบุตรยากอันมีสาเหตุจากรังไข่ที่แก้ไขได้ยากมาก

 

แม้ว่าการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีทั่วไปนั้น ตามปกติจำเป็นต้องกระตุ้นรังไข่ด้วยการฉีดยาฮอร์โมนปริมาณสูงๆติดต่อกันเป็นเวลานาน 8-10 วัน ซึ่งในกรณีที่อายุน้อย หรือรังไข่ยังไม่เสื่อมการทำงาน จะสามารถกระตุ้นได้จำนวนไข่ราวๆ 15-20 ใบ แต่ถ้ารังไข่เสื่อมการทำงานก่อนวัยอย่างเช่นกรณีแม่น้องขุน หรือผู้ที่มีอายุมากแล้ว แม้ว่าจะฉีดยากระตุ้นรังไข่ปริมาณมากแค่ไหน รังไข่ก็จะผลิตไข่ได้จำนวนน้อยกว่าคนที่มีรังไข่สภาพปกติอยู่ดี เพราะศักยภาพของรังไข่ที่จะผลิตไข่ได้นั้นเหลือน้อยลง ถึงกระตุ้นหนักแค่ไหน ก็สามารผลิตได้น้อยอยู่ดี

 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ‬ เปรียบเทียบรังไข่เหมือนโรงงานผลิตสินค้า และยาฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่เหมือนวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้า หากโรงงานนี้ใกล้จะปิดกิจการ เหลือคนงานอยู่ไม่กี่คน แม้ว่าเราส่งวัตถุดิบให้มากแค่ไหนก็ตาม คนงานในโรงงานนี้ก็ผลิตสินค้าได้ปริมาณน้อยอยู่ดีตามศักยภาพของคนงานที่เหลืออยู่

 

ดังนั้นหากเราส่งวัตถุดิบเท่าที่จำเป็นให้โรงงาน แม้ว่าโรงงานก็ผลิตสินค้าได้ปริมาณเท่าๆเดิม แต่วัตถุดิบก็ไม่เสียเปล่า เนื่องจากนำเอาไปใช้ผลิตสินค้าได้ไม่หมด ถือเป็นการประหยัดต้นทุน และยังได้สินค้าที่มีคุณภาพอีกด้วย แม้ว่าจะต้องผลิตกันหลายเดือน หรือหลายรอบก็ตามที

 

ผมจึงตัดสินใจใช้การกระตุ้นด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า “มินิไอวีเอฟ” ซึ่งคิดว่าเป็นวิธีที่เหมาะกับศักยภาพของรังไข่คุณแม่น้องขุนมากที่สุด โดยที่ข้อดีของ”มินิไอวีเอฟ” ก็คือ ใช้ปริมาณยาฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่น้อยกว่า เจ็บตัวน้อยกว่าเพราะใช้ยารูปแบบรับประทานเป็นหลัก ภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า ค่าใช้จ่ายต่อรอบการกระตุ้นต่ำกว่า และยังได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีกว่าการกระตุ้นด้วยวิธีทั่วไปในการทำเด็กหลอดแก้วอีกด้วย แต่ก็มีข้อด้อยคือ อาจต้องกระตุ้นและเก็บไข่สะสมไปเรื่อยๆ หลายรอบ บางทีอาจต้องกระตุ้นรังไข่ถึง 2-3 รอบเลยก็เป็นได้ กว่าจะได้ตัวอ่อนเกรดดีๆเพียงพอที่จะนำไปย้ายตัวอ่อนเพื่อให้ฝังตัวในมดลูกต่อไป

 

กรณีคุณแม่น้องขุนนั้น ต้องอดทนต่อการกระตุ้นรังไข่และผ่าตัดเก็บไข่อยู่ถึง 3 รอบ เพราะแต่ละรอบของการกระตุ้นรังไข่ด้วยเทคนิค “มินิไอวีเอฟ” นั้นจะใช้ยาฮอร์โมนแบบรับประทานเป็นหลัก และฉีดยาฮอร์โมนปริมาณเล็กน้อยกระตุ้นต่ออีกเพียง 3-4 วัน เท่านั้น ไม่ได้ฉีดยาปริมาณมากๆติดต่อกัน 8-10 วัน เหมือนอย่างการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีทั่วไป จึงทำให้ในรอบการกระตุ้นด้วย”มินิไอวีเอฟ” รังไข่สามารถผลิตไข่ได้เพียง 3-4 ใบ ต่อ 1 รอบ ซึ่งถือว่าเต็มศักยภาพของรังไข่ที่เสื่อมการทำงานไปแล้ว

 

ในแต่ละรอบของมินิไอวีเอฟ จึงสะสมตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีได้เพียงรอบละ 1-2 ตัวอ่อนเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากในกรณีผู้ที่รังไข่ยังทำงานได้ตามปกติ ซึ่งการกระตุ้นรังไข่ในแต่ละรอบนั้น รังไข่จะสามารถผลิตไข่ได้ถึง 15-20 ใบ จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนจำนวนมากกว่า

 

แค่ฟังบางคนก็อาจรู้สึกท้อขึ้นมาแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะต้องกระตุ้นอีกกี่ครั้ง บางทีโชคไม่ดีรอบนั้นอาจกระตุ้นแล้วไม่ได้ตัวอ่อนเกรดดีๆให้สะสมเลยก็เป็นได้ แต่ด้วยความอดทน และตั้งใจที่เต็มที่ ความร่วมมือในการรักษา ตลอดจนกำลังใจที่ดีจากสามีและครอบครัว คุณแม่น้องขุนก็ผ่านมันมาได้

 

ถึงแม้ว่าจะต้องอดทนเจ็บตัวกระตุ้นรังไข่และผ่าตัดเก็บไข่ถึง 3 ครั้ง แต่ตัวอ่อนที่สะสมได้ในแต่ละรอบนั้น แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยแต่กลับมีคุณภาพที่ดีเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ภายหลังจากที่สะสมตัวอ่อนที่ดีได้ 5 ตัว ก็ได้ตัดสินใจละลายตัวอ่อนที่แช่เเข็งเก็บเอาไว้ออกมาก่อน 3 ตัวเพื่อย้ายกลับเข้าสู่มดลูกเป็นครั้งแรก และก็โชคดีที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก จนได้”น้องขุน” คลอดออกมาลืมตาดูโลก เป็นแก้วตาดวงใจให้กับครอบครัวอย่างทุกวันนี้

 

สาเหตุที่ผมยกตัวอย่างเคสคุณแม่น้องขุนขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาในครั้งนี้‬ ก็เพราะผมอยากให้คู่รักทุกคู่ที่กำลังประสบปัญหามีบุตรยากอยู่นั้น ได้มีกำลังใจ มีความหวังที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆต่อไป เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าทุกวัน ซึ่งในอนาคตอาจมีเทคนิคหรือวิธีรักษาใหม่ๆที่สามารถแก้ไขปัญหาของเราให้สำเร็จก็เป็นได้ แต่ใช่ว่าเทคนิคใหม่ๆนั้นจะเหมาะกับทุกกรณีไป เราจำเป็นต้องศึกษาข้อมูล ปรึกษาผู้รู้ เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียให้รอบคอบก่อนตัดสินใจว่าวิธีไหนที่เหมาะสมกับตัวเรา แต่อย่างน้อยการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคการกระตุ้นรังไข่แบบมินิไอวีเอฟ ก็เป็นอีกหนึ่งความหวังของผู้มีบุตรยาก อีกวิธีหนึ่งครับ

‪#‎ความสุขเล็กๆของหมอรักษามีบุตรยาก‬

Comments

comments