s__25854011

เลือกย้ายตัวอ่อนรอบไหนดี เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ

การย้ายตัวอ่อนเป็นหนึ่งในขั้นตอนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยปกติทั่วไปแล้ว การย้ายตัวอ่อนนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ นั่นก็คือ

 

  1. การย้ายตัวอ่อนรอบสด หมายถึง การย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก ในรอบเดือนที่มีการใช้ยากระตุ้นรังไข่และดูดเก็บไข่ออกมาผสมเป็นตัวอ่อน

 

  1. การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง หมายถึงการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก ในรอบเดือนถัดไปหลังจากที่มีการใช้ยากระตุ้นรังไข่และดูดเก็บไข่ออกมาผสมเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนจะถูกแช่แข็งเก็บไว้มาก่อน

 

 

แล้วโอกาสสำเร็จของการย้ายตัวอ่อนรอบสด และ รอบแช่แข็งแตกกต่างกันมั้ย?

 

อัตราความสำเร็จของการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งนั้นจะสูงกว่ารอบสดเล็กน้อยราวๆ  45-50 % Vs 30-35 %

ที่เป็นเช่นนี้อาจสามารถอธิบายได้จาก

 

การย้ายตัวอ่อนรอบสด นั้น ข้อได้เปรียบจะอยู่ที่ “คุณภาพตัวอ่อน” เป็นหลัก เพราะคุณภาพตัวอ่อนจะไม่ถูกกระทบกระเทือนจากอุณหภูมิในกระบวนการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อน  แต่ข้อเสียเปรียบของการย้ายตัวอ่อนรอบสดจะอยู่ที่สภาพร่างกาย จิตใจ ระดับฮอร์โมน และเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากการได้รับยากระตุ้นรังไข่ เพื่อให้รังไข่ผลิตไข่จำนวนมากกว่าปกติตามธรรมชาติ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสูงผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนเป็นอย่างมาก อีกทั้งสภาพร่างกาย และภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการกระตุ้นรังไข่ เช่น อาการปวดท้อง อืดแน่นท้อง หายใจไม่สะดวก ก็มีส่วนทำให้โอกาสสำเร็จน้อยลงได้อีกด้วย

 

ส่วนการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง แม้ว่าจะได้เปรียบเรื่องของสุขภาพร่างกาย จิตใจ ระดับฮอร์โมน และเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากไม่ได้รับยากระตุ้นรังไข่เหมือนอย่างในรอบสด แต่ถ้าเทคนิคการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อนทำได้ไม่ดีพอ คุณภาพตัวอ่อนที่ละลายออกมาอาจตาย หรือมีคุณภาพแย่ลง ก็ทำให้โอกาสสำเร็จลดลงได้เช่นกัน

 

แล้วเราจะเลือกย้ายตัวอ่อนรอบไหนดี จะพิจารณาอย่างไร?

 

การจะเลือกย้ายตัวอ่อนให้ได้ผลสำเร็จสูงสุด ว่าควรจะย้ายในรอบสดไปเลย หรือจะรอย้ายในรอบแช่แข็งนั้น จะขึ้นกับสุขภาพร่างกายในรอบสดที่กระตุ้นไข่อยู่นั้นว่าเป็นอย่างไร มีอาการผิดปกติจากภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นรังไข่มากจนเกินไปหรือไม่ ระดับฮอร์โมนในร่างกายสูงมาก-น้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือคุณภาพของห้องแลปในการควบคุมคุณภาพการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อน เพื่อที่จะคงคุณภาพของตัวอ่อนไม่ให้แย่ลงกว่าก่อนแช่แข็งนั้น ทำได้ดีเพียงใด

ถ้าห้องแลปสามารถควบคุมคุณภาพของกระบวนการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อน ให้สามารถคงคุณภาพของตัวอ่อนไว้ได้เหมือนก่อนถูกแช่แข็งแล้ว หากมีความจำเป็นที่ไม่สามารถย้ายตัวอ่อนในรอบสดได้ การแช่แข็งเก็บตัวอ่อนเอาไว้ก่อนเพื่อรอย้ายในรอบแช่แข็งก็มีโอกาสสำเร็จไม่ต่างกัน หรืออาจจะสูงกว่าในรอบสดเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าสภาพร่างกาย จิตใจ และระดับฮอร์โมนในรอบแช่แข็งมีความใกล้เคียงกับภาวะปกติตามธรรมชาติมากกว่า และที่สำคัญตัวอ่อนที่ละลายออกมาก็มีคุณภาพดีเหมือนก่อนแช่แข็ง ยังไงล่ะครับ

 

ข้อแนะนำส่วนตัวจากประสบการณ์

 

โดยส่วนตัวแล้วผมมักจะเลือกย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็งมากกว่าที่จะย้ายในรอบสด เพราะผมมั่นใจในห้องแลปที่ผมทำงานอยู่ว่าสามารถเลี้ยงดูตัวอ่อนได้ดี มีโอกาสที่ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตไปถึงระยะบลาสโตซีสต์ (ตัวอ่อนระยะวันที่ 5) อีกทั้งเทคนิคการแช่แข็ง และการละลายตัวอ่อนก็มีประสิทธิภาพสูง เพราะมีทีมงานนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์ จึงสามารถคงคุณภาพของตัวอ่อนให้ได้ใกล้เคียงกับคุณภาพตัวอ่อนก่อนแช่แข็งเป็นอย่างดี ทำให้เมื่อละลายตัวอ่อนออกมาแล้ว ตัวอ่อนไม่ตาย และยังสามารถเจริญเติบโตต่อ จึงเพิ่มโอกาสสำเร็จให้สูงขึ้น

ในรอบสดที่จำเป็นต้องมีการฉีดยากระตุ้นรังไข่เพื่อให้รังไข่ผลิตไข่ หากเราได้วางแผนตัดสินใจไว้ตั้งแต่แรกว่าในรอบสดนี้เราจะแช่แข็งตัวอ่อนที่ได้เก็บเอาไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งในอนาคต  การวางแผนเช่นนี้ทำให้ผมสามารถสั่งฉีดยากระตุ้นรังไข่ให้คนไข้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อคาดหวังให้ได้ปริมาณไข่จำนวนมากเต็มศักยภาพของรังไข่ที่จะผลิตได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนไข้จะถูกกระตุ้นรังไข่มากจนเกินไป แล้วจะทำให้ระดับฮอร์โมนว่าจะสูงมากผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการท้องอืด ปวดท้อง ทำให้ย้ายตัวอ่อนในรอบสดนี้ไม่ได้  เพราะผมสามารถใช้ยาบางตัวที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเหล่านี้  โดยที่ยาตัวนี้โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในรอบสดที่วางแผนที่จะย้ายตัวอ่อนเพราะยาตัวนี้มีผลทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง   ดังนั้นหากวางแผนที่จะย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งไว้แต่แรกอยู่แล้ว ทำให้ผมสามารถเลือกใช้ยากระตุ้นรังไข่ได้อย่างเต็มที่ และยังสามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นรังไข่โดยใช้ยาปริมาณสูงๆได้  ส่วนใหญ่แล้วการวางแผนเช่นนี้จะได้ปริมาณไข่มากกว่าการกระตุ้นไข่ในรอบที่วางแผนจะย้ายในรอบสด เนื่องจากแพทย์ไม่กล้าที่จะให้ยากระตุ้นรังไข่อย่างเต็มที่เพราะกลัวว่าฮอร์โมนจะสูงมากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทำให้ย้ายตัวอ่อนไม่ได้ยังไงล่ะครับ

 

 

สรุปข้อดี-ข้อเสีย ของการย้ายตัวอ่อนรอบสด

 

ข้อดีของการย้ายตัวอ่อนรอบสด

  1. ไม่ต้องเสียเวลารอย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็งในเดือนถัดๆมา เพราะสามารถย้ายตัวอ่อนกลับภายในรอบการรักษานั้นได้เลย
  2. ใช้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ยาเหน็บช่องคลอด) เพื่อประคับประคองการตั้งครรภ์ภายหลังจากที่ย้ายตัวอ่อนไปแล้วในปริมาณที่น้อยกว่ารอบแช่แข็ง เพราะในรอบสดที่มีการให้ยากระตุ้นรังไข่ จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สร้างได้จากไข่ที่ตกออกมาในรอบนั้นในปริมาณที่สูงตามจำนวนของไข่ที่ผลิตได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อประคับประคองการตั้งครรภ์ภายหลังจากที่ย้ายตัวอ่อนปริมาณมากเท่าในรอบแช่แข็งที่ไม่มีการกระตุ้นรังไข่และไม่มีไข่ตก
  3. ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารอบแช่แข็ง เนื่องจากใช้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ใช้หลังจากย้ายตัวอ่อนปริมาณน้อยกว่ารอบแช่แข็ง อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อนด้วย

4.ตัวอ่อนไม่ต้องผ่านการแช่แข็ง จึงไม่มีผลกระทบกับคุณภาพตัวอ่อน

(แต่ในที่ที่เทคนิคการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อนมีประสิทธิภาพ โอกาสที่ตัวอ่อนจะตาย หรือคุณภาพลดลงภายหลังการละลาย เกิดขึ้นได้น้อยมาก  เรียกได้ว่าคุณภาพตัวอ่อนรอบแช่แข็งแทบไม่ต่างจากรอบสดเลย)

 

ข้อเสียของการย้ายตัวอ่อนรอบสด

  1. โอกาสสำเร็จอาจลดลงได้ เนื่องจากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เช่น มีอาการท้องอืด ปวดหน่วงท้อง รับประทานได้น้อย ปัสสาวะไม่ออก หายใจลำบาก จากภาวะแทรกซ้อนของการกระตุ้นรังไข่ ทำให้ได้ไข่มากจนเกินไป จึงเกิดภาวะน้ำในท้อง น้ำท่วมปวด จึงเกิดอาการผิดปกติดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง
  2. โอกาสสำเร็จอาจลดลงได้ เนื่องจากในรอบกระตุ้นสดนั้น ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผลิตจากรังไข่ในร่างกายสูงกว่าในรอบธรรมชาติหลายสิบเท่า ซึ่งไม่ใช่ภาวะปกติ ซึ่งรบกวนต่อการฝังตัวของตัวอ่อนเป็นอย่างมาก
  3. โอกาสสำเร็จอาจลดลงได้ เนื่องจากในรอบกระตุ้นสดนั้น ภายหลังจากการผ่าตัดเก็บไข่ออกมาแล้ว ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายที่เคยสูงๆจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งรบกวนต่อการฝังตัวของตัวอ่อนเป็นอย่างมาก
  4. โอกาสสำเร็จอาจลดลงได้ เนื่องจากในรอบกระตุ้นสดนั้น รังไข่มีการผลิตไข่ออกมาหลายใบ จึงทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงมากกว่าปกติตามธรรมชาติ ส่งผลทำให้ ฮอร์โมนแอลเอ็ช ที่เป็นฮอร์โมนชักนำให้ไข่ตก หลั่งออกมาเร็วกว่าที่ควรจะเป็น มีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกและตัวอ่อนไม่รับกัน จึงทำให้ตัวอ่อนไม่ฟังตัวได้
  5. โอกาสสำเร็จอาจลดลงได้ เนื่องจากความเครียดสูง จากการที่ต้องอยู่ในขั้นตอนการรักษาเป็นเวลานาน ตั้งแต่เริ่มกระตุ้นรังไข่ ผ่าตัดเก็บไข่ รอย้ายตัวอ่อน รอตรวจการตั้งครรภ์ รวมๆแล้วเกือบ 1 เดือนเต็ม อาจมีภาวะเครียด กดดัน คาดหวัง นอนไม่หลับ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้

 

ดังนั้นการจะเลือกย้ายตัวอ่อนรอบไหน เพื่อคาดหวังโอกาสสำเร็จสูงที่สุดนั้น จำเป็นต้องพิจารณากันให้รอบคอบ รอบด้าน และควรมีการวางแผนเป็นอย่างดี ระหว่างแพทย์และคนไข้ ซึ่งแพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำที่ดีที่สุด เพราะแพทย์จะรู้รายละเอียดทุกอย่างของคนไข้ทั้งสภาพร่างกาย ระดับฮอร์โมน ตลอดจนศักยภาพและคุณภาพของห้องแลปที่แพทย์นั้นๆดูแลอยู่ว่าประสิทธิภาพในการแช่แข็งและการละลายตัวอ่อนสามารถคงคุณภาพของตัวอ่อนไว้ได้ดีแค่ไหน ยังไงล่ะครับ

Comments

comments